กิจกรรมที่ 2: ศึกษาประวัติการศึกษาของประเทศไทย แล้วนำมาวิเคราะห์ตามประเด็นต่อไปนี้
2.1 ศึกษาแผนการศึกษาของประเทศไทย ตั้งแต่ฉบับแรกถึงปัจจุบัน ศึกษาแนวคิดเกี่ยวกับหน้าที่ของทฤษฏีหลักสูตร
2.2 วิเคราะห์พระราชบัญญัติการศึกษาของประเทศไทยกับทฤษฏีหลักสูตร
ศึกษาแผนการศึกษาของประเทศไทย ตั้งแต่ฉบับแรกถึงปัจจุบัน ศึกษาแนวคิด เกี่ยวกับหน้าที่ของทฤษฏีหลักสูตร
แผนการศึกษาแห่งชาติ (ฉบับที่ 1) เน้นให้การศึกษา 3 ส่วน จริยศึกษา พุทธิศึกษา และพลศึกษา เรียนประถมศึกษา 4 ปี
แผนการศึกษาแห่งชาติ (ฉบับที่ 2) เรียนประถมศึกษา 4 ปี เร่งรัดให้ประชาชนสำเร็จการศึกษาเพื่อเร่งพัฒนาชาติ
แผนการศึกษาแห่งชาติ (ฉบับที่ 3) เพิ่มหัตถกรรม การฝึกหัดอาชีพและการประกอบอาชีพ รวมเป็น 4 ส่วน คือ พุทธิศึกษา จริยศึกษา พลศึกษา และหัตถศึกษา ขยายการศึกษาภาคบังคับเป็น 7 ปี
แผนการศึกษาแห่งชาติ (ฉบับที่ 4) ขยายการศึกษาภาคบังคับเป็น 7 ปี เน้นการศึกษา 4 ส่วน ประถม 7 ปี (ศึกษาภาคบังคับ) มัธยมต้น 3 ปี มัธยมปลาย 2 ปี
แผนการศึกษาแห่งชาติ (ฉบับที่ 5) ส่งเสริมคณะบุคคลหรือเอกชนในการจัดการการศึกษา
แผนการศึกษาแห่งชาติ (ฉบับที่ 6) ลดชั้นประถมลง 1 ปี เพิ่มชั้นมัธยมปลาย 1 ปี เวลาเรียนยังเป็น 12 ปี ให้ความสำคัญกับการศึกษานอกระบบโรงเรียนเป็นพิเศษ
แผนการศึกษาแห่งชาติ (ฉบับที่ 7) พัฒนาด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง วัฒนธรรม สิ่งแวดล้อม วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เน้นการพัฒนาบุคคล 4 ด้าน คือ ปัญญา จิตใจ ร่างกาย และสังคม ทักษะในการประกอบอาชีพ
แผนการศึกษาแห่งชาติ (ฉบับที่ 8) เก่ง ดี มีสุข พัฒนาคนอย่างรอบด้าน วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี คุณธรรม ภูมิปัญญา และการเรียนรู้ ส่งเสริมการวิจัย ขจัดปัญหาความยากจน พัฒนาเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา จัดระบบทรัพยากรและการลงทุนทางการศึกษา ศาสนา ศิลปะ และวัฒนธรรม
แผนการศึกษาแห่งชาติ (ฉบับปรับปรุง) ยึดหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงยึดทางสายกลาง มีความรอบรู้เท่าทันโลก ( อ้างอิงจาก www.sahavicha.com/?name=article&file=readarticle&id=1845 )
ทฤษฏีหลักสูตร จากความหมายต่าง ๆ ของหลักสูตร การวางแผนพัฒนาหลักสูตรจำเป็นต้องอาศัยความเชื่อและทฤษฎีต่าง ๆ ทางการศึกษาซึ่งมีนักการศึกษา ได้กำหนดไว้หลายแนวทาง
สุเทพ อ่วมเจริญ(2555:4) กล่าวว่า “ทฤษฎีหลักสูตร” “ มีความจำเป็นที่จะต้องทำความเข้าใจในความหมายของคำว่า “ทฤษฎี” เป็นพื้นฐาน จากนั้นจึงทำความเข้าใจความหมายของคำว่า “ทฤษฎีหลักสูตร”
การสร้างทฤษฏีหลักสูตร สาระสำคัญในกระบวนการพัฒนาทฤษฏีหลักสูตรได้มาจากการศึกษาวิจัยหรือการคิดแบบอุปนัยและนิรนัย(inductive and deductive thingking ) วิธีการอุปนัย เป็นการให้เหตุผลโดยอาศัยข้อเท็จจริงแล้วสรุปออกมาเป็นกฎ กล่าวได้อีกอย่างหนึ่งว่าเป็นการใช้เหตุผลที่ดำเนินจากส่วนย่อยไปหาส่วนรวม ส่วนการนิรนัยเป็นการสรุปจากหลักเกณฑ์ ”
สุเทพ อ่วมเจริญ(2555:5) กล่าวถึง หน้าที่ของทฤษฎีไว้4ประการ ดังนี้
1. บรรยาย(Description) เป็นการบอกเล่าเกี่ยวกับการจัดหมวดหมู่หรือจัดจำแนกประเภทของความรู้ที่มีรายละเอียดตามทฤษฎี ซึ่งมีการปรับแต่งโครงสร้างด้วยการแปลความหมายของแต่ละคนที่มีความซับซ้อนของกิจกรรมที่สามารถปรับได้ โดยสรุปเป็นการจัดการและสรุปความรู้
2. ทำนาย(Prediction) การทำนาย-ทฤษฎีสามารถทำนายเหตุการณ์ทั้งที่เหตุการณ์นั้นยังไม่เกิด ทั้งนี้อาศัยพื้นฐานหลักการอธิบายเชื่อมโยงเกี่ยวข้องกัน บางครั้งการทำนายเป็นการทำหน้าที่อยู่เหนือความคาดหมาย
3. อธิบาย(Explanation) อธิบายคำว่า ทำไม ไม่เพียงแต่ความสัมพันธ์ระหว่างปรากฏการณ์ แต่ไม่ได้ให้ข้อเสนอแนะทั้งสิ่งที่ชัดแจ้งหรือสิ่งที่แฝงอยู่ที่เป็นเหตุผลในสัมพันธ์ภาพนั้นๆ
4. แนะแนว(Guidance) ทฤษฎีทำหน้าที่เดียวกันกับการแนะแนว ทฤษฎีช่วยนักวิจัยเลือกข้อมูลเพื่อการวิเคราะห์และสร้างข้อสรุปจากข้อมูล ทฤษฎีจึงส่งเสริมการค้นคว้าต่อเนื่อง
วิเคราะห์พระราชบัญญัติการศึกษาของประเทศไทยกับทฤษฏีหลักสูตร
พระราชบัญญัติการศึกษาเป็นกฎข้อกำหนดที่บังคับใช้ขึ้นเพื่อเป็นแนวทางที่เป็นแบบฉบับทางการศึกษาของชาติ ซึ่งมีองค์ประกอบและหลักการไปตามรูปทฤษฏีของหลักสูตรการศึกษา อันประกอบไปด้วย ปัจจัยทางการศึกษาต่างๆ เช่น การศึกษาขั้นพื้นฐาน การศึกษาตลอดชีวิต สถานศึกษา ครูผู้สอน ผู้บริหารสถานศึกษา ผู้ปกครอง เด็กนักเรียน ทฤษฏีสร้างขึ้นจากพื้นฐานความจริงที่ทำการเก็บรวบรวมและวิเคราะห์ออกมาในรูปของสถิติที่วัดค่าและสามารถเชื่อถือได้ จึงนำมาสู่กระบวนการจัดสันและทำการออกแบบเป็นรูปของทฤษฏีหลักสูตรและหลักสูตรต่างๆ กล่าวคือทุกขั้นตอนเป็นผลสืบเนื่องกันจวบจน การกำหนดทิศทางให้เป็นไปในทางเดียวกันของการศึกษาของประเทศและออกมาเป็นพระราชบัญญัติทางการศึกษา